จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไม้ประดับมงคล

ไม้มงคล


          ต้นไม้ก็เปรียบเสมือนกับร่มในบ้าน ที่จะช่วยให้ความร่มเย็นและอากาศที่บริสุทธิ์ ถ้าหากต้นไม้ธฑออกดอกออกผลให้ชื่นชมอีก ก็ถือว่าเป็นกำไร สำหรับหลาย ๆ คนที่มีความเชื่อเรื่องการเลือกต้นไม้เข้ามาปลูกในบ้าน จะต้องเลือกต้นไม้ที่ช่วยเสริมดวงในด้านนั้น ๆ เช่น คนที่อยากมีเงินมีทองเยอะ ๆ ก็อาจจะหาต้นไม้ที่ช่วยให้เงินทองไหลมาเทมานำมาปลูกไว้ที่บ้าน แต่จริง ๆ แล้วการปลูกต้นไม้เสริมดวง ไม่ใช่คิดว่าจะหยิบมาวางไว้ตรงไหนก็ได้ เพราะมันมีทิศทางในการปลูกให้ถูกต้องตามตำราหากใครอยากรู้ล่ะก็ วันนี้กระปุกดอทคอมได้นำวิธีการปลูกต้นไม้มงคลนำโชคตามทิศต่าง ๆ ในบ้าน เพื่อให้เกิดโชคลาภมาฝากกัน

ทิศเหนือ

          ให้ปลูกต้นพุทรา หัวว่าน ต้นฝรั่ง เพื่อป้องกันอาคม และเวทมนตร์ต่าง ๆ ต้นมะตูม ต้นทุเรียน ต้นหว้า ต้นพญาสัตบรรณ จะช่วยเสริมดวงให้เจริญก้าวหน้า มีวาสนา มีบารมีปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ไม่ให้ใครมาทำร้ายได้ ต้นมะเดื่ออุทุมพร จะทำให้เกิดความเจริญ ต้นส้มป่อย จะช่วยให้ห่างจากทุกข์โศกโรคภัย ลูกหลานที่บ้านจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ทิศใต้

          ให้ปลูกต้นมะม่วง ต้นหมากพลับ จะป้องกันไม่ให้คนมาหลอกลวงต้มตุ๋น ต้นมะปราง ต้นโตนด และต้นหว้า จะช่วยเสริมดวงให้รุ่งเรือง มีความมั่งคั่ง ร่ำรวยถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐี ต้นตะโกนา ช่วยให้อดทนต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ มีความมุมานะในการจะทำงานต่าง ๆ
ทิศตะวันออก

          ให้ปลูกต้นไผ่ ต้นกุ่ม ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ต้นมะพร้าว ต้นสารภี จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแรงไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน มีแต่ความรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข
ทิศตะวันตก

          ให้ปลูกต้นมะยม ต้นมะขาม ต้นพุทรา จะช่วยเสริมดวงให้แคล้วคลาดจากคดีความ เรื่องอื้อฉาวทั้งหลาย และไสยศาสตร์  ต้นกุ่มน้ำ จะช่วยทำให้ครอบครัวมีฐานะ และอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนอบอุ่น  กุ่มบก จะช่วยทำให้อยู่กันเป็นกลุ่มก้อนกับญาติพี่น้องอย่างอบอุ่น


ทิศตะวันตกเฉียงใต้

          ให้ปลูกต้นขนุน ต้นคูน ป้องกันการใส่ร้ายป้ายสี ต้นสะเดา ต้นพิกุล จะช่วยเสริมดวงให้ชีวิตมีความมั่นคง ป้องกันไม่ให้มีความผิดพลาด หรือคดีความต่าง ๆ เข้ามาย่างกราย ทำกิจใดก็จะสำเร็จไร้อุปสรรค ต้นชัยพฤกษ์ เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธ ช่วยให้จิตใจสงบร่มเย็น ต้นกัลปพฤกษ์ สัญลักษณ์แห่งชัย ช่วยให้ต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ได้

ทิศตะวันออกเฉียงใต้

          ให้ปลูกต้นยอ ต้นสารภี ป้องกันเสนียดจัญไร ต้นกุ่ม ต้นไผ่ ต้นกระถิน จะช่วยเสริมดวงให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีลาภยศสูงส่ง ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งในอาชีพ มีคนเคารพ มีเกียรติ และช่วยปกป้องให้พ้นจากเสนียดจัญไร และสิ่งชั่วช้าทั้งปวง
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

          ให้ปลูกต้นมะนาว ต้นมะกรูด ต้นส้มเขียวหวาน ป้องกันคนปองร้าย ต้นส้มป่อย ต้นมะงั่ว จะเสริมดวงให้มีผู้คนมาชื่นชมรักใคร่ ใคร ๆ ก็เกรงใจ มีแต่ความสุขราบรื่นในทุกเรื่อง ต้นมะพูด จะช่วยทำให้มีความมานะบากบั่น ช่างพูดช่างเจรจา เหมาะกับผู้ที่ทำธุรกิจติดต่อซื้อขายมาก ๆ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

          ให้ปลูกต้นไม้มีหนามทั้งหลาย เช่น โป๊ยเซียน จะช่วยป้องกันโรคระบาด ต้นทุเรียน ต้นสวาด ไม้ดอกต่าง ๆ ที่ใช้บูชาพระ เช่น ดาวเรือง บัว มะลิ จะเสริมดวงให้มีความสุขสบาย ร่มเย็นตลอดไป ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนเข้ามาให้วุ่นวายในบ้าน ต้นไผ่รวก ทำให้มีความสุขความเจริญ ต้นมะตูม ช่วยทำให้เกิดกำลังใจ เกิดความมุมานะ พยายามที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ แม้จะมีอุปสรรคก็ไม่สามารถขัดขวางได้


   ไม้มงคลประจำวันเกิด


เกิดวันอาทิตย์
       ต้นไม้ประจำวันเกิด เป็นต้นพวงแสด ต้นพุทธรักษา ต้นธรรมรักษา และต้นเยอร์บีร่าที่มีดอกสีส้ม
       ส่วนดอกไม้ประจำวันเกิด เป็นดอกกุหลาบสีส้ม จะถูกโฉลกกับเธอที่เกิดวันอาทิตย์คนเกิดวันนี้มีนิสัยทะเยอทะยานและกระตือรือร้น เธอและดอกไม้มีความหมายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ ดอกไม้อีกชนิดสำหรับผู้เกิดวันนี้คือ ดอกทานตะวัน อันเป็นสัญลักษณ์คู่กับพระอาทิตย์เสมอ บอกถึงตัวเธอที่เชื่อมั่น หัวสูง ถือตัว และหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย 


เกิดวันจันทร์
         ต้นไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ต้นมะลิ ต้นแก้ว ต้นพุด ต้นจำปี ยิ่งถ้าปลูกแล้วออกดอกหอมเธอจะยิ่งโชคดี
ดอกไม้ประจำวันเกิด คือดอกมะลิขาวสะอาด หมายถึงตัวเธอที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยน เรียบร้อย ส่วนดอกไม้อีกชนิดคือดอกกุหลาบขาวหมายถึงความรักที่อ่อนโยนและไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนเพราะคนวันจันทร์มักอ่อนไหวง่าย โรแมนติก และช่างฝัน


 เกิดวันอังคาร 
      ดอกไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ดอกกล้วยไม้ โดยเฉพาะที่ออกดอกสีชมพู เพราะมีความหมายถึงความรักที่ร้อนรุ่ม หวือหวา วูบวาบตามอารมณ์ของคนที่เกิดวันนี้  



        เกิดวันพุธ

          ดอกไม้ประจำวันเกิด คือดอกบัว ซึ่งคนที่เกิดวันพุธมักจะเป็นนักคำนวณ (เงิน) สีเหลืองอร่ามราวกับทองของดอกไม้ชนิดนี้ หมายถึงรักของเธอต้องมาพร้อมเงิน 

        เกิดวันพฤหัสบดี 

         ดอกไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ดอกกุหลาบสีเหลือง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความรัก รักซ้อนซ่อนใจ เพราะคนที่เกิดวันนี้เป็นคนรักง่ายหน่ายเร็ว เจ้าชู้เล็กๆ ดอกไม้อีกชนิดหนึ่งคือดอกคาร์เนชั่นสีชมพู หมายถึงรักของเธอที่อ่อนโยนและอ่อนหวาน เธอที่เกิดวันนี้ จริงๆ แล้วเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน น่ารักเหมือนดอกไม้ของเธอนั่นแหละ 

        เกิดวันศุกร์  
          ต้นไม้ที่แสนดีของคนที่วันศุกร์คือ ต้นพยับหมอก ต้นแส ต้นอัญชัน
        ส่วนดอกไม้ของเธอคือ กุหลาบทุกสี เพราะคนที่เกิดวันศุกร์มักเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่มีเสน่ห์ล้นเหลือ หรือจะเป็นดอกไม้เจ้าเสน่ห์ที่มีความหมายหวานแหววแบบดอกไวโอเลตว่า "ฉันรักเธอแล้ว หากรักฉันก็บอกกันบ้างนะ" คนเกิดวันศุกร์บางอารมณ์ก็โลเล จึงได้ดอกลาเวนเดอร์ที่มีความหมายถึงรักที่สับสน ไม่แน่นอน ไปครองอีกดอกหนึ่ง 

        เกิดวันเสาร์  
          จะมีต้นไม้พวกต้นกัลปังหา ต้นพวงคราม ต้นอินทนิล เป็นต้นไม้ประจำวันเกิด 

          ดอกไม้ประจำวันเกิดคือ ดอกลิลลี่ อันหมายถึงรักครั้งแรก รักที่บริสุทธิ์เพราะคนที่เกิดวันเสาร์เป็นคนจริงจังและซีเรียส จึงรักใครยากหน่อย ทว่าดอกลิลลี่เป็นดอกที่กระทบใจคนขี้เหงาวันเสาร์ได้ดีทีเดียว
 ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้าน
ต้นไม้ 10 ชนิดนี้ ตามความเชื่อของโบราณแล้วกล่าวไว้ว่า ห้ามปลูกบริเวณบ้าน เพราะมีความเชื่อว่าไม่เป็นมงคล "ขัดโชคลาภหรือความเจริญ อาจนำโชคร้ายโรคภัยไข้เจ็บ มาสู่ผู้อยู่อาศัยและทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านไม่มีความร่มเย็นเป็นสุข" ชาวสนุก!ดูดวงลองมาดูกันนะคะว่ามีต้นไม้อะไรบ้าง
ต้นโศก
1. ต้นโศก
เป็นความเชื่อมาแต่โบราณของคนไทยที่จะไม่นิยมนำมาปลูกในบ้าน คำว่าโศก มักทำให้นึกถึงคำว่าโศกเศร้าซึ่งมักจะมาจากความรักที่ไม่สมปรารถนา แต่จริงๆ แล้วชื่อเดิมของโศก คือ คือ อโศก แปลว่า ความไม่มีโศกเศร้า เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่ความโศกเศร้า
แต่ถึงอย่างไรคนไทยก็ยังมีความเชื่อว่า ชื่อ ต้นโศก ไม่เป็นมงคลนักหากนำมาปลูกในบ้าน จะชวนให้บ้านและผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านชวนหดหู่เศร้าหมอง และมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า หากปลูกต้นโศกเอาไว้ในบ้านแล้ว คนในบ้านก็จะมีแต่ความทุกข์ความเศร้า ความหม่นหมอง และจะทำให้มีเรื่องโศกเศร้าเสียใจ
ต้นระกำ
2. ต้นระกำ
หนึ่งในต้นไม้ที่ไม่เป็นมงคลคือต้นระกำ จากชื่อของต้นระกำทำให้คนไทยไม่นิยมนำมาปลูกในบ้าน เพราะเชื่อกันว่าหากปลูกต้นระกำไว้ในบ้าน จะนำความชอกช้ำ ระกำทรวง มาให้อยู่ตลอดเวลา 
และจากลักษณะของต้นระกำที่เป็นต้นพุ่มแตกเป็นกอ ลำต้นจะมีหนามแหลมยาวอยู่แล้ว ซึ่งหากเด็กเข้าไปใกล้ก็อาจจะเกิดอันตรายได้
ต้นมะรุม
3. ต้นมะรุม
มะรุมเป็นต้นไม้ที่คนไทยสมัยนี้จะคุ้นเคยกับการนำไปทำแกงส้ม แต่คนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อว่าหากมีต้นมะรุมอยู่ในบ้านจะทำให้มีเรื่องมารุมเร้า เดือดร้อนวุ่นวาย เกิดเรื่องกลุ้มใจ มีเรื่องร้อนรุม สุมทรวง
ผู้คนจะมารุมข่มเหง มีเรื่องร้ายๆ โหมกระหน่ำรุมล้อมเข้ามา ทำให้ผู้ที่อยู่ในบ้านอยู่ไม่เป็นสุข ต้นมะรุมจึงถือว่าเป็นไม้ไม่เป็นมงคลจึงไม่ควรนำมาปลูกไว้ในบ้านเป็นที่สุด
ต้นรัก
4. ต้นรัก
ถึงแม้ชื่อต้นรักจะดูฟังไปในทางที่ดี และตามประเพณีในประเทศไทย มักจะนิยมนำดอกรักมาร้อยเป็นมาลัยใช้ในงานมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก เพราะดอกรักสื่อความหมายถึงความรัก เช่น งานหมั้น และงานแต่งงาน
แต่ก็มีความเชื่อมาแต่โบราณเหมือนกันที่ไม่ให้ปลูกต้นรักในบ้าน เพราะเชื่อว่า จะทำให้ความรักยุ่งยากซับซ้อนขึ้น และกลายเป็นคนหลายรัก นอกจากนี้ ยางของต้นรัก ยังเป็นอันตรายต่อผิวหนังด้วย
ต้นมะละกอ
5. ต้นมะละกอ
หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามะละกอเป็นต้นไม้ที่ห้ามปลูกในบริเวณบ้าน เพราะมะละกอเป็นพืชล้มลุกที่คนไทยคุ้นเคยในการรับประทานและนำไปประกอบอาหารหรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าชื่อของ มะละกอนั้น ไม่ค่อยจะดีนัก ซึ่งเหมือนกับการแตกออกเป็นกอ หรือ “ละ” จากเผ่าจากกอ
หากบ้านไหนปลูกมะละกอ เอาไว้ในบริเวณบ้าน แล้วล่ะก็ บ้านหลังนั้นก็จะไม่มีความสุข เพราะลูกหลานจะแตกแยกออกไป ไม่มีความสมัครสมานสามัคคี มีความคิดที่ขัดแย้งกัน ต่างก็คอยจะทะเลาะเบาะแว้ง จนหาความสุขไม่ได้ แต่หากจะปลูกไว้เพื่อเก็บรับประทาน ควรจะปลูกไว้นอกริมรั้วบ้าน
ต้นชวนชม
6. ต้นชวนชม
การปลูกต้นชวนชมเอาไว้ในบ้านจะส่งผลให้มีผู้คนมาชื่นชม นิยมยกย่อง กลายเป็นที่รักของคนทั่วไป แต่หากมองในแง่ร้าย ต้นชวนชมจะชักชวนให้คนมาเชยชม จึงไม่เหมาะที่จะนำมาปลูกภายในบ้านที่มีลูกสาววัยแรกรุ่น
เพราะอาจจะเป็นการชักนำหนุ่มๆ ให้เข้ามาหาลูกสาวได้ อาจกลายเป็นเรื่องของชิงสุกก่อนห่าม เป็นการปูทางให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้น นอกจากนี้ ยางของต้นชวนชมค่อนข้างจะเป็นอันตราย หากไปสัมผัสโดนเข้า หรือกระเด็นเข้าตาอาจเกิดอันตรายได้
ต้นชบา
7. ต้นชบา

ในสมัยโบราณ ไม่นิยมปลูกต้นชบาเอาไว้ในบริเวณบ้าน เพราะดอกชบานั้น มักถูกนำไปโยงเกี่ยวกับในเรื่องของการเกิดคดีความ
เนื่องจากเชื่อว่าเป็นดอกไม้อัปมงคลเพราะในอดีตมีการนำพวงมาลัยอกชบาไปสวมคอนักโทษที่กำลังจะถูกประหารชีวิต ดังนั้นจึงไม่ควรจะนำมาปลูกไว้ในบ้านเพระอาจจะเกิดเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลได้
ต้นงิ้ว
8. ต้นงิ้ว
เมื่อพูดถึงต้นงิ้ว คนส่วนใหญ่มีความรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมาทันที เพราะต้นงิ้วเป็นต้นไม้ใหญ่มีหนามแหลมคมและในนิทานชาดก เรื่องนางกากี ที่พระยาครุฑลักพาตัวนางไปจากพระโพธิสัตว์ นำไปสมสู่อยู่บนวิมานฉิมพลี
ซึ่งในภาษาบาลีหมายถึงคำว่า “สิมพลี” ที่แปลว่าต้นงิ้วป่าในภาษาไทย จึงทำให้ต้นงิ้วเป็นสัญลักษณ์แห่งการมีชู้ ซึ่งเป็นไม้ที่ไม่เป็นมงคล ดังนั้นคนไทยโบราณจึงไม่นิยมปลูกต้นงิ้ว ไว้ในอาณาบริเวณบ้าน
ต้นนางแย้มป่า
9. ต้นนางแย้มป่า
ห้ามปลูกต้นนางแย้มป่าในบ้านโดยเด็ดขาด ตามความเชื่อว่าต้นนางแย้มป่าเป็นต้นไม้ที่มีภูตผีปีศาจสิงอยู่ หากปลูกไว้ภายในบ้าน วันดีคืนดี ต้นนางแย้มป่าจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ ทำร้ายรังแกผู้คนในบ้านให้หวาดผวาเสียขวัญ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย
ดอกลั่นทม
10. ดอกลั่นทม
ถึงแม้ดอกลั่นทมจะได้เปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดีและมีคนบางกลุ่มนำมาปลูกไว้ในบ้านเพราะดอกลั่นทมจะมีลำต้นใหญ่แข็งแรงงดงาม กลีบดอกสวยงามละมุนตากลิ่นหอมจับใจ แต่คนไทยที่ยังยึดกับชื่อเดิมก็ยังไม่นิยมปลูกลั่นทมเอาไว้ในบ้าน
เพราะเชื่อกันว่า ชื่อของต้นไม้ชนิดนี้ไม่เป็นมงคลเพราะคำว่าลั่นทมออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่าระทม จนเชื่อกันว่า หากใครปลูกต้นลั่นทมไว้ในบ้าน คนทั้งบ้านก็จะมีแต่ความทุกข์ระทม คู่ครองจะห่างเหิน จะมีแต่ความทุกข์
ขอบคุณที่มาจาก
http://hilight.kapook.com/view/15666
http://horoscope.sanook.com/67737/
http://www.homemax.co.th/main/tips/tip_6.html

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไม้ประดับ

ไม้ประดับ
1.ไม้ใบประดับ
1.1ไม้ประดับในร่ม

 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด

เฟิร์นบอสตัน

 ลักษณะทั่วไป
           เฟิร์นบอสตันเป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดหนึ่ง มีใบเขียวชะอุ่มคล้ายใบมะขาม ปลายใบไม่มีแฉก เป็นพืชที่ชอบความชื้น สามารถปลูกในร่มได้สบาย ๆ นอกจากนี้เฟิร์นบอสตันยังมีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษ และฟอกอากาศภายในบ้านได้อีกด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งต้นไม้ในร่มยอดนิยมที่มักจะปลูกไว้ในบ้านหรือในอาคาร เพื่อเป็นไม้ประดับสวย ๆ

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

           คุณสามารถปลูกเฟิร์นในที่ร่มได้สบาย ๆ แต่ควรรดน้ำให้เฟิร์นชุ่มพอดี อย่าปล่อยให้แฉะน้ำ เพราะเฟิร์นอาจเฉาตายได้ และถ้าขาดน้ำเมื่อไหร่ใบก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและร่วงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรให้เฟิร์นได้รับแสงแดดบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาใบเหลืองเฉา ส่วนการให้ปุ๋ยควรให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแบบละลายน้ำ โดยฉีดพ่นเป็นละอองเบา ๆ และให้ปุ๋ยเพียงเดือนละครั้งก็พอค่ะ


 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด





เดหลี

 ลักษณะทั่วไป

           เดหลีเป็นไม้ในร่มที่ฮิตไม่น้อย เพราะมีใบสีเขียวเข้มมันวาว แถมยังให้ดอกสีขาวแกมเหลืองสวยงามคล้ายดอกหน้าวัว ลำต้นมีความสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร นิยมปลูกในบ้านเพราะเป็นพืชที่ดูดสารพิษจำพวกแอลกอฮอล์ อาซีโตน ไตรคลอไรเอทีรีน เบนซีน และฟอร์มาลดีไฮด์ รวมทั้งช่วยฟอกอากาศได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งดอกเดหลีสามารถออกดอกได้ในอาคารแม้จะเจอเพียงแค่แสงจากหลอดไฟนีออนเท่านั้น

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

          ส่วนใหญ่เราจะปลูกเดหลีในกระถาง โดยใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และทรายหยาบผสมในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน สำหรับการรดน้ำควรหมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มอยู่เสมอ และบำรุงด้วยปุ๋ยคอกละลายน้ำ เดือนละ 1-2 ครั้ง นอกจากนี้ควรหมั่นทำความสะอาดใบไม้เป็นประจำ ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบ เพื่อป้องกันแมลงกัดใบด้วย

 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด

เศรษฐีเรือนใน

 ลักษณะทั่วไป

           เศรษฐีเรือนในเป็นไม้กอขนาดเล็ก ลักษณะใบเป็นใบเล็กเรียวสีเขียวอ่อน ๆ ตลอดใบ ตรงกลางใบไม้เป็นแถบสีขาวยาวตลอดทั้งใบเช่นกัน ความยาวของใบมีขนาดประมาณ 15-30 เซนติเมตร นิยมปลูกภายในอาคารเพราะเป็นพืชที่มีความสามารถในการดูดสารพิษ และฟอกอากาศได้ นอกจากนี้ต่างชาติยังเรียกว่า ต้นแมงมุม (Spider Plant) หรือ ต้นเครื่องบิน (Airplane Plant) เนื่องจากต้นจะแกว่งไป-มาเวลาที่ถูกลมพัด รวมทั้งยังเป็นต้นไม้มงคลที่ปลูกแล้วเชื่อว่าจะทำให้ร่ำรวยเหมือนชื่อต้นอีกด้วย

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

          เศรษฐีเรือนในเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี นิยมปลูกในกระถางขนาดเล็กแบบแขวน สามารถปลูกได้ในที่ร่ม แต่ควรให้แดดส่องถึงพอประมาณ รวมทั้งควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือสังเกตหน้าดินว่าแห้งหรือไม่ก็พอ เนื่องจากต้นเศรษฐีเรือนในไม่ค่อยชอบแดดและน้ำมากนัก อีกทั้งยังสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายมากด้วยการตัดไปปลูกใหม่


 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด


 หมากเหลือง

 ลักษณะทั่วไป

           จัดว่าเป็นพืชที่นิยมปลูกภายในอาคารอีกชนิดหนึ่ง ด้วยความที่มีขนาดลำต้นไม่สูงมากนัก ประมาณ 5-10 เมตร และเป็นพืชตระกูลปาล์มที่ดูแลง่าย มีความทนทาน จึงสามารถปลูกในร่มได้ ลักษณะของใบออกสีเขียวแซมเหลืองปลาย ๆ ใบมีความอ่อนพลิ้วคล้ายขนนก ดูอ่อนช้อยสวยงาม นอกจากนี้หมากเหลืองยังเป็นพืชที่คายน้ำมาก ขนาดต้นประมาณเกือบ 2 เมตร สามารถคายน้ำได้มากถึง 1 ลิตรในเวลาแค่ 1 ชั่วโมง อีกทั้งยังสามารถดูดสารพิษ และฟอกอากาศภายในห้องได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

          เนื่องจากต้นหมากเหลืองเป็นพืชที่ดูแลง่าย จึงรดน้ำในช่วงเช้าเพียงวันละ  1 ครั้งก็พอ และพยายามอย่ารดน้ำจนดินแฉะมากเกินไปด้วย เพราะรากและใบอาจเน่าตายได้ ส่วนปุ๋ยควรให้ปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง รวมทั้งหมั่นฉีดละอองน้ำทำความสะอาดใบบ่อย ๆ เพื่อป้องกันปัญหาแมลงกัดกินใบ ทั้งนี้ควรวางกระถางต้นหมากเหลืองไว้ตรงบริเวณที่แสงแดดส่องถึง หรือยกไปตากแดดบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อให้ต้นไม้ได้คายน้ำ และสังเคราะห์แสงด้วยค่ะ

 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด


เงินไหลมา

 ลักษณะทั่วไป

           ต้นเงินไหลมาเป็นเถาไม้เลื้อยขนาดเล็ก ลักษณะต้นจะออกกลม ๆ ดูน่ารัก ส่วนลักษณะใบจะคล้ายใบบอน มีสีเขียวอ่อนผสมสีเหลืองจาง ๆ และมีลายของใบเป็นเส้นตรงสีเงิน โคนใบเว้าลึกมองดูคล้ายรูปหัวใจ อีกทั้งด้วยชื่อและลักษณะของต้นไม้ชนิดนี้ ก็ทำให้คนนิยมปลูกเป็นไม้ประดับภายในบ้านด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ต้นเงินไหลมายังมีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษภายในอาคารอีกด้วยค่ะ

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

            ต้นเงินไหลมาเป็นพืชที่ชอบอยู่ในที่ร่ม ต้องการเพียงแค่แสงแดดรำไร แต่ควรรดน้ำให้สม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อป้องกันใบแห้ง เป็นสีน้ำตาล และเหี่ยวตาย นอกจากนี้ควรให้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ปริมาณ 300-500 กรัม ต่อครั้ง โดยใส่ปุ๋ยเดือนละ 1-2 ครั้งก็พอ

 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด

กวักมรกต

 ลักษณะทั่วไป

           ต้นไม้ชื่อมงคลอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกในอาคารบ้านเรือน เพราะเป็นต้นไม้ในร่มที่สวยงาม แถมมีนามเป็นมงคล ลักษณะลำต้นเป็นหัวใต้ดิน แตกใบย่อยเป็นสีเขียวมรกตเฉดเข้ม ใบแข็งและเป็นมัน สื่อถึงความมั่งคั่ง และความราบรื่น ส่วนดอกเป็นช่อ มีลักษณะคล้ายดอกเดหลี คนส่วนใหญ่นิยมปลูกต้นกวักมรกตเป็นไม้ประดับภายในบ้าน เนื่องจากดูแลง่าย ไม่ค่อยพบปัญหาโรคพืช หรือแมลงมารบกวน

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

           คุณสามารถปลูกต้นกวักมรกตในดินผสมแกลบ หรือดินปลูกต้นไม้สำเร็จรูปได้เลย ส่วนการรดน้ำต้นไม้ไม่ต้องรดมากนักก็ได้ เพราะไม้ชนิดนี้ไม่ชอบน้ำชุ่มเท่าไร และหากรดน้ำมากเกินไป รากมีสิทธิ์เน่าตายได้เลยทีเดียว แต่ควรให้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกละลายน้ำเดือนละครั้งด้วยค่ะ


 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด


พรมกำมะหยี่ หรือพรมญี่ปุ่น

 ลักษณะทั่วไป

            พรมกำมะหยี่ หรือชื่ออื่น ๆ คือ พรมญี่ปุ่น หูเสือ เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ ไม่ชอบแดดจัด แต่ชอบความชื้น ปลูกง่าย ความพิเศษอยู่ตรงที่ส่วนใบและดอกมีขนปกคลุมคล้ายลักษณะของพรมหรือกำมะหยี่  มีลวดลายและสีสันของใบที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพันธุ์ ทั้งใบสีเขียวเข้ม เขียวอ่อน น้ำตาลแดง เทา และสีทองแดง ส่วนปลายใบแหลมงุ้มน้อย ๆ ขอบใบหยักมน นอกจากนี้พรมกำมะหยี่ยังมีดอกเล็ก ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ สีสันสดใสอย่างสีขาว แดง ม่วง ชมพู ส้ม เหลือง เป็นต้น จึงเหมาะที่จะนำไปปลูกประดับความสวยงามภายในบ้าน

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

            พรมกำมะหยี่เป็นพืชที่ชอบแดดรำไร เพราะหากโดนแดดจัดใบจะเล็ก แห้ง และเหลือง ชอบน้ำพอประมาณ รดน้ำพอให้ดินชื้น ๆ เป็นใช้ได้ แต่ควรให้ปุ๋ยละลายน้ำทุกสัปดาห์ สำหรับในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูงอาจต้องลดปริมาณการให้น้ำและปุ๋ยลงด้วย เพื่อป้องกันรากเน่า

 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด


เขียวหมื่นปี

 ลักษณะทั่วไป

            ลำต้นไม่สูงมากนัก จัดเป็นไม้กอที่มีลำต้นและใบเป็นสีเขียวแซมขาวจาง ๆ ตัวใบเป็นปลายแหลม ใบค่อนข้างมีขนาดใหญ่มีลวดลายสวยงาม และมักจะขึ้นเป็นกอ เขียวหมื่นปีเป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกในอาคาร เพราะทนทาน ไม่ต้องดูแลมาก สามารถทนทานต่ออากาศที่แห้ง และความชื้นต่ำ ที่สำคัญเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงแดดจัด เติบโตได้เป็นอย่างดีแม้จะได้รับเพียงแสงแดดรำไรน้อยนิด แถมยังดูดสารพิษประเภทฟอร์มาลดีไฮด์ และช่วยฟอกอากาศได้ดีในระดับปานกลางเลยทีเดียว
 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

           เขียวหมื่นปีเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำ และแสงแดดมากนัก แค่รดน้ำให้หน้าดินชื้นพอประมาณก็ถือว่าใช้ได้ และตั้งกระถางในที่ที่แสงแดดส่องถึงบ้างเล็กน้อยก็พอ นอกจากนี้ควรบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยคอกละลายน้ำเดือนละครั้งด้วย


 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด

มรกตแดง

 ลักษณะทั่วไป
          มรกตแดงเป็นไม้ที่นิยมปลูกในอาคาร ด้วยความที่เป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ต้องการแสงแดดจัด ลักษณะทั่วไปเป็นไม้เลื้อย มีความแข็งแรงทนทาน ใบขนาดใหญ่สีเขียวอมแดง มีความมันวาวสวยงาม อีกทั้งเหตุผลที่คนนิยมปลูกมรกตแดงในบ้าน ก็เพราะมรกตแดงเป็นพืชที่มีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษได้ดีที่สุดในบรรดาพันธุ์ไม้ตระกูลฟิโลเดนดรอนด้วยกันเอง แถมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคพืชกวนใจด้วยค่ะ

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

          สำหรับการปลูกมรกตแดงในอาคาร ควรใช้กาบมะพร้ามหุ้มราก และส่วนลำต้น แล้วค่อยนำต้นใส่กระถาง อาจจะตั้งกระถางไว้ในจุดที่แสงแดดส่องถึงรำไรก็ได้ และรดน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมทั้งต้องหมั่นตรวจสอบความชื้นที่กาบมะพร้าวบ่อย ๆ ส่วนการให้ปุ๋ยบำรุงต้น ควรให้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักเดือนละครั้ง


  12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด

สาวน้อยประแป้ง

 ลักษณะทั่วไป

            เป็นอีกหนึ่งพันธุ์ไม้ที่นิยมปลูกในที่ร่ม เพราะสาวน้อยประแป้งเป็นพืชที่มีความสามารถในการปรับตัว และเจริญเติบโตได้ดีในสถานที่ที่แห้งแล้ง และอบอุ่น แถมยังมีคุณสมบัติในเรื่องช่วยฟอกอากาศ อีกทั้งลักษณะใบเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ มีลวดลายสวยงามต่างกันตามแต่ละชนิดพันธุ์ จึงทำให้สามารถดูดสารพิษภายในอาคารได้มากยิ่งขึ้น แต่ลักษณะเด่น คือ ใบจะมีลวดลายคล้ายหยดแป้งสีขาวกระจายประปรายอยู่เต็มใบ สมกับชื่อสาวน้อยประแป้งเลยล่ะค่ะ

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา

           เนื่องจากสาวน้อยประแป้งเป็นพืชที่ดูแลง่าย มีความทนทาน และมีการปรับตัวสูง จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำมาก เพราะอาจทำให้ลำต้นเน่า หรือรากเน่าได้ ส่วนปุ๋ยควรให้เดือนละ 1 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักละลายน้ำ แต่อาจจะใช้ปุ๋ยเม็ดละลายช้าสลับกันบ้างก็ได้ หรือคุณจะยกกระถางออกไปตากแดดอ่อน ๆ สักพักก็ได้เช่นกัน


 12 ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้ ไม่ต้องการแดดจัด

ว่านเสน่ห์จันทร์

 ลักษณะทั่วไป

          ว่านเสน่ห์จันทร์เป็นไม้มงคลที่มีมาแต่โบราณ นิยมปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลในบ้าน โดยเฉพาะเสริมความมงคลในด้านการค้า และเสน่ห์เมตตามหานิยม อีกทั้งยังเป็นพืชที่ปลูกในที่ร่มได้ เนื่องจากไม่ค่อยชอบแดดมากนัก ลักษณะก้านใบกลมเรียวเล็ก เป็นสีเขียวเสมอกันตลอดก้าน ใบเป็นรูปหัวใจ มีลายเส้นลึกแผ่กระจายทั้งใบ ไล่สีเขียวเข้มจากตรงกลางใบ แล้วเป็นสีเขียวอ่อนที่ปลายใบ ใบมีความมันวาวเล็กน้อย ลักษณะโดยรวมดูแล้วสวยงาม เหมาะแก่การนำไปประดับภายในบ้านมากเลยทีเดียว

 วิธีการปลูกและดูแลรักษา


           ก่อนปลูกว่านให้ผสมดินร่วนกับอิฐเผาไฟทุบละเอียด จากนั้นนำไปตากน้ำค้างทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจึงค่อยนำดินมาใส่กระถาง ปักหัวหัวว่าน แล้วกลบดินให้แน่นพอประมาณ เสร็จแล้วพรมน้ำให้ชุ่ม นำกระถางไปตั้งตรงที่ที่มีแสงแดดส่องผ่านรำไร นอกจากนี้ต้องหมั่นใส่ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง รวมทั้งหมั่นเช็ดทำความสะอาดใบให้เงางามอยู่เสมอด้วยนะคะ

10 “พันธุ์ไม้” แนะนำแต่งสวน สวย แจ่ม สะดุดตา ฆ่าไม่ตาย

1.ไม้อวบน้ำ แม้ไม้อวบน้ำจะไม่ได้มีเฉดสีเต็มรูปแบบเหมือนดอกไม้อื่นๆ แต่ไม้อวบน้ำก็เป็นพันธุ์ไม้ที่มีความหลากหลายของเฉดสีและรูปแบบ ทำให้เมื่อปลูกมันผสมผสานกันแล้วจะสวยงาม
2. Phalaenopsis Orchid เป็นกล้วยไม้อีกพันธุ์หนึ่งที่ตายยาก ไม่ชอบแสง ไม่ต้องการน้ำมาก ซึ่งดอกของมันจะมีกลีบที่สวยงาม
3. Kalanchoe ต้นไม้เหล่านี้มีดอกเล็กๆ น่ารัก และมันก็เหมือนกับไม้อวบน้ำที่สามารถอยู่ได้เป็นอาทิตย์โดยไม่ต้องรดน้ำ
4. Oxalis Purple Clover เป็นต้นไม้ที่มีใบสีม่วง ควรปลูกไว้ใกล้ๆ หน้าต่าง เพราะมันต้องการแสงแดดในระดับปานกลาง ซึ่งมันจะทำให้ใบมีสีสว่างขึ้น
5.บีโกเนีย พันธุ์ไม้ชนิดนี้ต้องการพื้นที่ปลูกเพียงเล็กน้อย ที่ระเบียงคอนโดมิเนียมหรือบ้านของคุณก็เพียงพอแล้ว
6.อเมทิส เป็นพันธุ์ไม้อีกชนิดหนึ่งที่เหมาะสำหรับการแขวนไว้บริเวณระเบียง
7.คาร์โมไมล์ เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ได้ต้องการแสงมาก กลิ่นของมันยังช่วยขับไล่แมลงออกไปด้วย
8.เจอร์ราเนียม เหมาะทั้งปลูกในร่มและกลางแจ้ง เมื่อดอกของมันโดนแสงอาทิตย์จะกลายเป็นสีอ่อนๆ
9. Fuchsia เป็นพืชที่มีสีสันสวยงามมาก ดอกของมันจะห้อยลงมาเหมาะกับการแขวนบริเวณระเบียง และมันก็ไม่ค่อยชอบแสงมาก
10. Peace Lily มันเป็นพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่าย ดังนั้นหลายๆ บ้านจึงนิยมปลูกมัน แต่ก็ต้องระวังกับเด็กและสัตว์เลี้ยงเพราะมันมีพิษอยู่เหมือนกัน
ชนิดและพันธุ์ไม้ดอกประดับแปลง

ดาวเรืองอเมริกัน เหมาะสำหรับใช้ปลูกประดับแปลง



๑) ดาวเรือง (Marigold)

ดาวเรืองที่นิยมนำมาปลูกประดับมี ๒ พันธุ์ คือ
  • ดาวเรืองอเมริกัน หรือดาวเรืองแอฟริกัน (African marigold) เป็นดาวเรืองดอกใหญ่ ความสูงของต้นตั้งแต่ ๑๕ - ๗๕ เซนติเมตร มี ๓ สี คือ สีเหลือง สีทอง และสีส้ม เหมาะสำหรับปลูกประดับแปลง ทั้งในลักษณะที่ปลูกเลี้ยงในแปลงโดยตรง หรือปลูกเลี้ยงในกระถาง แล้วนำไปตกแต่ง โดยการฝังกระถางลงในแปลง หรือใส่ไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้ ณ สถานที่ที่ต้องการใช้ประดับ ดังที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติ ในงานพระราชพิธีต่างๆ แต่ควรใช้พันธุ์ดอกสีเหลืองหรือสีทอง ไม่ควรใช้สีส้ม เพราะสีส้ม เมื่อรวมกลุ่มกันแล้ว สีจะไม่สดใส ส่วนสีเหลืองหรือสีทองจะดูสดใสสวยงามกว่า โดยเฉพาะเมื่อวางเป็นกลุ่มใหญ่ ควรเลือกพันธุ์ที่มีต้นขนาดปานกลาง ไม่สูงมากจนดูเก้งก้างและต้นล้มเอนลงเมื่อถูกแรงลม หากมีความจำเป็นต้องใช้พันธุ์ต้นสูง ควรพ่นด้วยสารชะลอการเจริญเติบโต เพื่อให้ข้อปล้องสั้น และพุ่มต้นกะทัดรัด ส่วนพันธุ์ที่มีต้นเตี้ยเกินไปก็ไม่เหมาะสม เพราะไม่ได้สัดส่วนกับความกว้างของถนน และความโอ่โถงของสถานที่ที่จะนำไปประดับ แต่เหมาะที่จะปลูกลงแปลง เพื่อตกแต่งในที่ ซึ่งต้องการประดับมากกว่า
  • ดาวเรืองฝรั่งเศส (French marigold) เป็นดาวเรืองดอกเล็ก ต้นเตี้ย ปลูกได้เฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น เพราะเป็นพันธุ์ที่ไวแสง กล่าวคือ ต้องการช่วงแสงในเวลากลางวันสั้นสำหรับการพัฒนาตาดอก แต่จะออกดอกดกมาก จนแทบจะมองไม่เห็นใบหากปลูกในฤดูหนาว ส่วนในฤดูอื่นจะออกดอกเพียง ๔ - ๕ ดอก และเฝือใบ ดอกมี ๓ สี คือ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ความสูงตั้งแต่ ๑๕ - ๔๐  เซนติเมตร



ดาวกระจายสีต่างๆ


๒) ดาวกระจาย  (Cosmos)


ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ  มี  ๒  พันธุ์คือ
  • ดาวกระจายสีเหลือง (Cosmos sulphureus) ดาวกระจายประเภทนี้พบเห็นอยู่ทั่วไปในธรรมชาติทุกจังหวัดของประเทศไทย เป็นไม้ดอกล้มลุก ปลูกง่ายเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลรักษามากนัก แต่มีเฉพาะดอกสีเหลืองและสีส้มเท่านั้น มีทั้งดอกชั้นเดียว และดอกซ้อน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ ๒.๕ เซนติเมตร ออกดอกดก มีทั้งต้นเตี้ยและต้นสูง ที่สังเกตได้ชัดคือ ใบมีลักษณะคล้ายใบของต้นเบญจมาศ
  • ดาวกระจายสีอื่น (Cosmos bipinnatus) ดาวกระจายประเภทนี้มีสีขาว สีชมพู สีม่วง สีบานเย็น และสีแดง ไม่มีสีเหลือง ใบมีลักษณะคล้ายผักชีลาว ดอกมีขนาดใหญ่ชั้นเดียว เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ - ๗ เซนติเมตร ความสูงของต้นตั้งแต่ ๕๐ เซนติเมตรขึ้นไป แต่สามารถทำให้เตี้ยลงด้วยการพ่นสารชะลอการเจริญเติบโตตั้งแต่ต้นยังเล็กๆ ปัจจุบัน มีพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจอีกหลายพันธุ์ ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวมีสีสันของดอก ตลอดจนดอก และกลีบดอกแปลกใหม่ไปจากพันธุ์เดิม เป็นการพัฒนาพันธุ์ไปในทางที่ดีขึ้นทั้งสิ้น


ดอกไม้ไหว

๓) ดอกไม้ไหว (Coreopsis)


ชนิดที่ปลูกประดับในปัจจุบันมี ๒ สี คือ สีเหลืองและสีแดง แต่มักปลูกปะปนกันไป ดอกดกมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก ๒ เซนติเมตร ก้านดอกที่ยาวจะโยกไหวตามแรงลมตลอดเวลา ดูมีชีวิตชีวา ติดเมล็ดได้ง่าย และสามารถเก็บเมล็ดไว้ขยายพันธุ์ในรุ่นต่อๆ ไปได้อีก



๔) เดือนฉาย (Gaillardia)

เป็นไม้ดอกที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี มีอายุการออกดอกค่อนข้างยาว พันธุ์ที่ออกมาใหม่ๆ มีดอกสีแดงเข้มขอบเหลือง และดอกสีเหลืองทอง พุ่มต้นสูงเพียง ๓๐ เซนติเมตร

แพงพวย

๕) แพงพวย (Vinca)

เป็นไม้ดอกที่ทนแล้งมาก และไม่ชอบที่ชื้นแฉะ หากรดน้ำมากเกินไปจะทำให้ต้นเน่าตาย พันธุ์ดั้งเดิมมีต้นสูงใหญ่ ออกดอกประปราย ดูไม่เด่นสะดุดตา พันธุ์ใหม่ในปัจจุบันต้นเตี้ยลงเหลือเพียง ๑๕ เซนติเมตร และถ้าปลูกไปนานๆ จะค่อยๆ สูงขึ้นอย่างช้าๆ อยู่ได้นานหลายปี ที่สำคัญคือ มีดอกดก และขนาดดอกใหญ่ขึ้น มีหลายสีสวยงามไม่แพ้อิมเพเชียน แต่ปลูกง่ายเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมากนัก จึงเหมาะที่จะปลูกประดับในที่ซึ่งดูแลไม่ทั่วถึง

ในสถานที่ที่มีปัญหา และไม่ต้องการให้มีหญ้าขึ้นรก อาจนำแพงพวยเลื้อยลงปลูกแทน แพงพวยเลื้อยจะสามารถเลื้อยคลุมดินได้ดี แต่ละต้นสามารถเลื้อยแผ่ไปได้ไกลถึง ๖๐ เซนติเมตร พันธุ์ที่มีจำหน่ายมีทั้งสีขาว สีชมพู และคละสี

พิทูเนีย มีหลายสี หลายพันธุ์ เมื่อดอกบานจะสวยงามมาก

๖) พิทูเนีย (Petunia)

เมล็ดมีขนาดค่อนข้างเล็กมาก แต่ไม่มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นที่สะดวกและได้จำนวนต้นมากเท่าวิธีเพาะเมล็ด จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ปัจจุบันมีเมล็ดพิทูเนียในรูปแบบใหม่ ทำให้สะดวกในการเพาะ หลังจากได้ต้นกล้าแล้ว การปลูกและดูแลรักษาอื่นๆ ทำได้ง่ายมาก เมื่อออกดอกและดอกบานเต็มแปลงจะสวยงามมาก มีหลายสี หลายพันธุ์ และหลายประเภท แต่ประเภทที่ควรนำมาปลูกเป็นไม้ประดับแปลงในประเทศไทยควรเป็นพิทูเนียประเภทดอกใหญ่ชั้นเดียว ที่เรียกว่า Single grandiflora แม้ว่าเมล็ดจะมีราคาค่อนข้างแพง แต่ก็คุ้มค่า ดอกมีสีครบทุกสี ทั้งสีอ่อนและสีแก่ เจริญเติบโตได้ดีมาก เหมาะสำหรับการปลูกประดับ แต่ถ้าไม่ชอบดอกขนาดใหญ่ ควรเลือกประเภท Single multiflora ซึ่งมีดอกดกมาก และเมล็ดมีราคาย่อมเยากว่า

ฟล็อกซ์

๗) ฟล็อกซ์ (Phlox)

ฟล็อกซ์มีดอก ๒ แบบ คือ แบบกลีบดอกมน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ ๒.๕ เซนติเมตร และแบบกลีบดอกจักเป็นฟันเลื่อย ซึ่งมีดอกเล็กกว่าแบบกลีบดอกมน มีดอกดกทั้ง ๒ แบบ แต่ที่นิยมปลูกประดับแปลงเพราะดูแปลกตาดี ได้แก่ กลีบดอกจัก ซึ่งจำหน่ายเมล็ดคละสีอยู่ในซองเดียวกัน หากปลูกในฤดูหนาว ดอกจะดกกว่า และสวยกว่าปลูกในฤดูอื่น


๘) สร้อยไก่ (Celosia plumosa)

พันธุ์ดั้งเดิมมีเฉพาะสีเหลือง จึงมีชื่อเดิมว่า สร้อยทอง แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นอีกหลายสี คือ สีชมพู สีแดง สีบานเย็น และสีส้ม ตลอดจนสีครีม และสีแดงอมม่วง มีทั้งช่อดอกป้อมสั้น และยาวรี ที่สำคัญคือ พุ่มต้นไม่สูงมาก และออกดอกดก

๙) หงอนไก่ (Celosia cristata)

มีพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งต้นสูงและต้นเตี้ย โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีสีสดใสกว่าพันธุ์เดิม คือ สีเหลือง สีชมพู และสีแดงสด หากปลูกรวมกันในแปลงเป็นกลุ่มใหญ่จะสวยงามมาก


๑๐) แพนซี (Pansy)

ปกติเป็นไม้ดอกที่ต้องการแสงแดดจัด แต่ในประเทศไทยมีอากาศค่อนข้างร้อน แม้ในฤดูหนาว อากาศก็ไม่เย็นพอ ดังนั้น การปลูกแพนซีให้มีดอกสวยงามควรปลูกใต้เงาไม้ หรือร่มเงาโขดหิน หรือให้ได้รับแสงแดดรำไร หรือแสงแดดในช่วงเช้า แพนซีมีรูปร่างและสีสันของดอก ตลอดจนลวดลายภายในดอกแปลกไปจากไม้ดอกอื่นๆ แต่ละดอกประกอบด้วยหลายสี ถ้าปลูกคละสีในแปลงเดียวกันจะมองเห็นเหมือนหน้าแมวที่ชูหน้าสลอนรับแสงแดดยามเช้า เป็นไม้ดอกที่มีพุ่มต้นเตี้ย แต่ก้านดอกจะส่งดอกโผล่พ้นต้นขึ้นมา และหันหน้ารับแสงอาทิตย์เกือบทุกดอก เมล็ดลูกผสมชั่วแรก (F1 hybrid) มีราคาค่อนข้างแพง แต่ดอกมีขนาดใหญ่ และดอกดก หรืออาจจะเลือกปลูกเมล็ดผสมชั่วที่ ๒ (F2 hybrid) แทนก็ได้ ซึ่งเมล็ดมีราคาย่อมเยากว่า แต่ดอกสวยพอๆ กัน

ขอบคุณที่มาจาก
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=30&chap=5&page=t30-5-infodetail03.html
http://home.sanook.com/7541/
http://home.kapook.com/view83234.html